แนะใช้เทคนิคใกล้ตัว “ไล่ความเครียด”

กรมสุขภาพจิต แนะคนไทยใช้เทคนิคใกล้ตัว”ไล่ความเครียด ระงับอารมณ์โกรธ”

นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดี กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สภาพการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจสังคม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสาร วิถีชีวิตที่เร่งรีบ ส่งผลให้ประชาชนทั้งเขตเมืองและชนบทเผชิญกับอารมณ์ความเครียด อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ทำให้เกิดความคับข้องใจ กดดัน บีบคั้น อาการจะ มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและความสามารถในการปรับตัว ของแต่ละคน หากมีความเครียดในระดับไม่มากนัก จะเป็นผลดีโดยเป็น แรงกระตุ้นให้เกิดมุมานะ เอาชนะปัญหาอุปสรรคต่างๆ แต่หากมีในระดับสูงเป็นเวลานาน จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพ มีผลให้ระบบประสาทอัตโนมัติและระบบต่อมไร้ท่อในร่างกายทำงานมากขึ้น ทำให้ผู้ที่เครียดมีอาการหัวใจเต้นแรง ความดันโลหิตสูงขึ้น กล้ามเนื้อเกิดอาการเกร็ง หายใจถี่ขึ้น เหงื่อออก สมองมีนงง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ไม่มีสมาธิ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ความเครียดจึงถือเป็นระบบเตือนภัยของร่างกายให้เตรียมพร้อมกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อให้พ้นจากความเครียด อาจนำมาสู่การตัดสินใจแก้ไขปัญหาผิดพลาดได้ เช่น จี้ ปล้น ทำร้ายร่างกาย ฆ่าตัวตาย เป็นต้น

การจัดการความเครียดมีหลายวิธี แต่ที่ใกล้ตัวที่สุดที่ประชาชนทุกวัยสามารถนำมาใช้ได้ทันทีเมื่อเกิดอาการคือ การฝึกการหายใจเพื่อคลายเครียด หายใจโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าท้อง โดยหายใจเข้าลึกๆ พร้อมนับ 1 ถึง 4 เป็นจังหวะช้าๆ จะรู้สึกว่าท้องพองออก จากนั้นจึงค่อยๆผ่อนลมหายใจออก โดยนับ 1 ถึง 8 ไล่ลมหายใจออกมาให้หมด สังเกตหน้าท้องจะแฟบ ขณะทำจะรู้สึกว่าได้ผลักดันความเครียดออกมาด้วยจนหมด

” ในภาวะปกติทั่วไป คนเราจะหายใจเข้า-ออกวันละประมาณ 16,000-23,000 ครั้ง แต่ละครั้งจะสูดก๊าซออกชิเจนซึ่งเป็นก๊าซชนิดดี นำไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ในร่างกายประมาณ 250 มิลลิลิตร และคาย ก๊าซเสียคือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกประมาณ 200 มิลลิลิตร ก๊าซทั้ง 2 ชนิดนี้อยู่ในสภาวะสมดุล เราจะรู้สึกเป็นปกติ แต่เมื่อเกิดความเครียด เราจะหายใจถี่และตื้นขึ้นกว่าเดิม ทำให้ได้ก๊าซออกซิเจนน้อยกว่าเดิม ดังนั้นเมื่อเราฝึกการหายใจให้ลึกและช้าขึ้น จึงทำให้ร่างกายได้รับ ก๊าซออกซิเจนมากขึ้น มีผลให้อัตราการเต้นหัวใจ และอัตราการหายใจ ลดลง ความดันโลหิตลดลง คลี่คลายความกังวลลง มีสมาธิ ใจเย็นขึ้น สมองแจ่มใส ความจำดีขึ้น คิดอ่านแก้ปัญหาได้ดีขี้นตามไปด้วย” อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าว

นอกจากนี้การฝึกการหายใจคลายเครียด ควรทำติดต่อกันประมาณ 4-5 ครั้งและควรฝึกทุกครั้งที่เครียด หรือเมื่อรู้สึกโกรธ รู้สึกไม่สบายใจ หรือ ทุกครั้งที่นึกได้ แต่ละวันควรฝึกหายใจให้ถูกวิธีประมาณ 40 ครั้ง แต่ไม่จำเป็นต้องทำคราวเดียว นอกจากนี้ประชาชนควรออกกำลังกายอย่างน้อย วันละ 30 นาที สัปดาห์ละอย่างน้อย 3 วัน จะทำให้ร่างกายหลั่งสาร แห่งความสุขออกมาก จะรู้สึกสบาย นอนหลับดีขึ้น