ที่ปรึกษาระบบบำบัดน้ำเสีย บ่อบำบัดน้ำเสีย จุดเสี่ยง

ที่ปรึกษาระบบบำบัดน้ำเสีย บ่อบำบัดน้ำเสีย จุดเสี่ยง ถึงแม้ว่าประเทศไทยเราอากาศจะร้อนไม่ถึง 55 องศาเซลเซียสก็ตาม แต่ในดินซึ่งอยู่ใต้พื้นคอนกรีตสามารถสะสมความร้อนได้ เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งที่ก๊าซมีเทนที่อยู่ในบ่อบำบัดน้ำเสียสะสมอยู่มากและไม่สามารถระบายออกมาได้และประกอบกับได้รับความร้อนดังกล่าวจึงเกิดการระเบิดขึ้น

นอกจากนี้ การสะสมของตะกอนในบ่อบำบัดน้ำเสียก็มีผลปิดกั้นไม่ให้ก๊าซมีเทนระบายออกจากบ่อบำบัดน้ำเสียได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะบ่อที่ไม่เคยดูดตะกอนออก ซึ่งการระเบิดครั้งนี้จะคล้ายกับภูเขาไฟระเบิด โดยเริ่มจากมีควันสีขาวพวยพุ่งออกมา จากนั้นมีกลิ่นเหม็นมาก มีน้ำพุ่งออกมาและมีเสียงดังเหมือนเกิดการระเบิดออกมา จะเห็นได้ว่าที่เกิดเหตุนั้นพื้นนูนขึ้นมาเหมือนภูเขาไฟและมีรอยแยก

หลายคนสงสัยว่าทำไมบริเวณดังกล่าวจึงเกิดระเบิดและบ่อบำบัดน้ำเสียจุดอื่นๆ สามารถระเบิดได้หรือไม่ อาจารย์ธเรศ ให้ความรู้ว่า ปกติบ่อบำบัดน้ำเสียลักษณะนี้จะนิยมทำไว้ใต้อาคารหรือใต้ลานจอดรถในที่ร่มไม่ใช่ที่โล่งแจ้งเหมือนกับจุดที่เกิดเหตุ จึงไม่มีปัจจัยเสี่ยง แต่อาจเกิดระเบิดได้เช่นกันหากเจ้าของไม่รู้จักดูแลรักษาหรือแม้กระทั่งในบ้านพักอาศัยของเรา ก็ต้องดูแลให้ดีด้วยเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาเคยมีข่าวเหตุการณ์ “ส้วมระเบิด” มาแล้ว

น้ำเสียในชุมชนนิยมบำบัด 2 แบบคือ

1. แบบหมักไร้อากาศหรือไร้ออกซิเจน (anaerobic process) ระบบบำบัดน้ำเสียลักษณะนี้นิยมใช้กันมากกับน้ำเสียที่มีความสกปรกสูงๆ เช่น น้ำเสียจากส้วม โดยจะใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายสารอินทรีย์ เช่น อุจจาระ ของเสียหรือของสกปรกที่เราทิ้งลงไปในบ่อเกรอะ จากนั้นจะเกิดการย่อยสลาย มีผลผลิตที่มีก๊าซมีเทนเป็นส่วนประกอบ

โดยก๊าซมีเทนมีคุณสมบัติไวไฟ ติดไฟได้เอง เบากว่าอากาศและสามารถใช้เป็นแก๊สหุงต้มในบ้านเราได้ เมื่อก๊าซมีเทนสะสมมากขึ้นจะค่อยๆ ลอยตัวขึ้นสู่ด้านบน จึงต้องต่อท่อระบายอากาศให้ระบายออกไปด้านนอก แต่หากไม่มีท่อหรือท่อตันก๊าซมีเทนจะค่อยๆ สะสมรวมตัวมากขึ้นและถ้ามีความร้อนมาช่วยเสริมการขยายตัวก็จะเกิดระเบิดได้ คล้ายกับลูกโป่งหากขยายใหญ่ขึ้นจนถึงจุดหนึ่งแล้วก็จะแตกเช่นกัน

หลังจากทำการบำบัดของเสียแล้วอย่าลืมว่าจะต้องมีตะกอนหลงเหลืออยู่ ถ้าตะกอนเล็กๆ รวมตัวกันอัดอั้นขึ้นมาจนปิดทางออกโดยเฉพาะรูระบายอากาศ ซึ่งบางครั้งจะพบว่าตะกอนอัดอยู่นานจนกลายเป็นก้อนแข็ง มีผลทำให้ระบายก๊าซมีเทนออกมาไม่ได้และหากมีปัจจัยร่วมก็จะทำให้ระเบิดได้ดังที่กล่าวไปแล้ว

2. แบบใช้อากาศ (ae – robic process) เป็นระบบบำบัดน้ำเสียที่อาศัยการเติมออกซิเจนจากเครื่องเติมอากาศ ระบบนี้มีผลผลิตหลักๆ คือ “ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” และระบบบำบัดน้ำเสียแบบนี้จะไม่เกิดก๊าซมีเทน โดยจุลินทรีย์จะใช้ก๊าซออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำเสียไปย่อยสลายสารอินทรีย์ให้กลายเป็นกากตะกอน นอกจากนั้นยังเกิดก๊าซอื่นๆ และความร้อน ซึ่งระบบนี้จะมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบไร้อากาศ แต่การดำเนินการและดูแลรักษายุ่งยากกว่า

ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันเหตุบ่อบำบัดน้ำเสียระเบิดเราจึงควรหมั่นดูแลรักษาและตรวจสอบให้อยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอ โดยเริ่มจากการตรวจสอบเบื้องต้นหรือแบบชาวบ้านด้วยการดมกลิ่นและเปิดฝาท่อดูระบบการไหลเวียนของน้ำเสียที่ไหลเข้ามาและสังเกตน้ำที่ไหลออกไปด้านนอก ว่ายังคงไหลสะดวกอยู่หรือไม่ มีตะกอนมากน้อยแค่ไหน สะอาดหรือไม่ รวมทั้งรูระบายอากาศที่ต่อออกจากบ่อบำบัดยังคงทำงานดีไหม ต้องไม่มีแมลงเข้าไปทำรังในท่อระบายอากาศหรืออาจจะติดตะแกรงป้องกันแมลงเข้าไปทำรังด้วยก็ได้

สำหรับแนวท่อระบายน้ำในบ้านเรามักไม่ค่อยมีอันตรายหรือปัญหาเท่าใดนัก แต่ก็ควรหมั่นตรวจสอบบ่อยๆ โดยเฉพาะบางบ้านที่ไม่มีบ่อดักไขมันอาจทำให้ไขมันจากเศษอาหารไปอุดตันท่อได้ แต่ปัญหานี้เราสามารถแก้ไขได้ด้วยการนำโซเดียมไฮดรอกไซด์ (sodium hydroxide) หรือที่เราเรียกว่า “โซดาไฟ” ผสมน้ำและใส่ลงไปในบริเวณที่อุดตันหรืออ่างล้างจาน สารเคมีจะไปทำลายไขมันหรือเศษอาหารที่ติดอยู่ตามท่อให้หลุดไปและใช้งานได้ แต่ทางที่ดีควรมีตะแกรงดักเศษอาหารไว้บริเวณอ่างล้างจานด้วยเพื่อกรองเศษอาหารไม่ให้ไปอุดตันท่อ

สำหรับห้องน้ำ ต้องดูแลมากเป็นพิเศษ เพราะปกติระบบบำบัดน้ำเสียตามบ้านเรือนจะใช้แบบหมักไร้อากาศเมื่อย่อยสลายแล้วจะมีตะกอนหลงเหลืออยู่ที่บ่อบำบัด จึงควรใช้บริการของพนักงานดูดส้วมของกรุงเทพมหานครหรือเทศบาลทุกๆ 2 – 3 ปี ที่สำคัญอย่าใส่สารเคมีประเภทโซดาไฟ น้ำยาล้างห้องน้ำหรือน้ำซักผ้าลงไปในโถส้วมหรือชักโครก เพราะสารพวกนี้มีฤทธิ์เป็นกรด – ด่างจะทำให้จุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยสลายอุจจาระตาย ส่งผลให้ไม่มีตัวช่วยในการย่อยสลายทำให้ส้วมเต็มเร็วขึ้นและส่งกลิ่นเหม็นรบกวน เราจึงควรใช้น้ำสะอาดราดลงโถส้วมหรือชักโครก เพื่อให้สถานะความเป็นกรด – ด่างปกติไม่มากเกินไป เพื่อทำให้จุลินทรีย์ยังอยู่และเป็นตัวช่วยในการย่อยสลายจากตะกอนใหญ่เป็นตะกอนเล็ก ยืดอายุการทำงานของถังส้วมต่อไปได้

แต่ถ้าเราไม่ทราบว่าจะดูดส้วมเมื่อใดให้ใช้วิธีสังเกตได้ง่ายๆ หากส้วมเต็มจะมีกลิ่นเหม็นที่คงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเหมือนอุจจาระไม่ย่อยสลาย กดชักโครกหรือราดน้ำไม่ลง ทั้งที่มีระบบบำบัดสำเร็จรูปหรือมีบ่อเกรอะบ่อซึม หากพบเหตุการณ์เช่นนี้สันนิษฐานในเบื้องต้นได้ว่าส้วมเต็ม ควรจะติดต่อเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครหรือเทศบาลที่เราอาศัยอยู่ให้มาสูบออกไปกำจัดอย่างถูกวิธีต่อไป